เพิ่มมูลค่าขนมไทยอย่างไร? 5 เคล็ดลับขายดีโดยไม่ต้องเปลี่ยนสูตร

ทำขนมไทยอร่อย ใช้วัตถุดิบดี ใส่ใจทุกขั้นตอน แต่ทำไมลูกค้าถึงยังรู้สึกว่าราคาสูง?

นี่อาจเป็นคำถามที่เจ้าของร้านขนมไทยหลายคนเคยเจอ โดยเฉพาะคนที่ทำขนมขายออนไลน์ รับออร์เดอร์ หรือกำลังพัฒนาขนมไทยให้กลายเป็นธุรกิจจริงจัง

ไม่ว่าจะเป็นขนมชั้น ตะโก้ วุ้นกะทิ ขนมหม้อแกง หรือขนมไทยประยุกต์ แม้จะมีรสชาติอร่อยและพิถีพิถันในการผลิต แต่เมื่อถึงเวลาตั้งราคา กลับพบว่าลูกค้าอาจเปรียบเทียบสินค้ากับขนมทั่วไปในท้องตลาด

แล้วจะทำอย่างไรให้ขนมไทยดูมีมูลค่ามากขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยนสูตรหรือเพิ่มต้นทุนวัตถุดิบมากเกินไป?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนรสชาติ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีนำเสนอสินค้า โดยเฉพาะการเลือกบรรจุภัณฑ์ขนมไทยให้เหมาะสมกับเมนู กลุ่มลูกค้า และรูปแบบการขาย

5 วิธีเพิ่มมูลค่าขนมไทย ให้ขายได้ราคาดีขึ้น

1) เปลี่ยนภาพลักษณ์ขนมไทยด้วยบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม

ขนมไทยมีเอกลักษณ์จากสีสัน รูปทรง และรายละเอียดของเนื้อขนมอยู่แล้ว การเลือกบรรจุภัณฑ์จึงควรช่วยขับจุดเด่นเหล่านั้นให้ชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างเช่น ขนมตะโก้ วุ้นกะทิ หรือขนมไทยที่แบ่งเป็นชิ้นเล็ก สามารถทดลองใช้ถ้วยฟอยล์หรือถาดฟอยล์ขนาดพอดีเสิร์ฟ เพื่อช่วยให้จัดเรียงสินค้าได้เป็นระเบียบ

หากต้องการสร้างภาพลักษณ์แบบพรีเมียม อาจเลือกสีของบรรจุภัณฑ์ให้เข้ากับสีขนม เช่น สีทอง สีเงิน หรือโทนอบอุ่น พร้อมตกแต่งด้วยฉลากแบรนด์ที่อ่านง่าย

เคล็ดลับ: ถ่ายภาพขนมในบรรจุภัณฑ์จริง เพื่อให้ลูกค้าเห็นทั้งสินค้าและวิธีจัดเสิร์ฟก่อนตัดสินใจซื้อ

2) กำหนดขนาดเสิร์ฟ (Portion) ให้ตรงกับพฤติกรรมลูกค้า

ขนมไทยหนึ่งสูตรไม่จำเป็นต้องขายเพียงขนาดเดียว

ผู้ซื้อบางคนอยากทดลองชิม บางคนซื้อรับประทานคนเดียว ขณะที่บางคนซื้อฝากเพื่อนร่วมงานหรือซื้อสำหรับครอบครัว

การแบ่งขนาดเสิร์ฟให้เหมาะสมจึงช่วยให้ร้านมีทางเลือกมากขึ้น เช่น

  • Individual Size: ขนมขนาดรับประทานคนเดียว เหมาะกับการซื้อทดลองหรือซื้อเพิ่มระหว่างวัน
  • Multi-Pack: รวมขนมหลายชิ้นในหนึ่งชุด เหมาะกับการซื้อฝากหรือรับประทานร่วมกัน
  • Family Size: ขนมขนาดใหญ่หรือถาดสำหรับแบ่งรับประทาน เหมาะกับครอบครัวและงานจัดเลี้ยง

การเลือกถ้วยฟอยล์ขนาดเล็กหรือถาดฟอยล์ขนาดใหญ่ให้ตรงกับ Portion ช่วยให้ร้านออกแบบรูปแบบการขายได้ตั้งแต่ขั้นตอนผลิต

3) เปลี่ยนขนมชิ้นเดียวให้กลายเป็นชุดของฝาก

หากร้านขายขนมไทยแบบชิ้นเดี่ยวมาตลอด ลองพัฒนาสินค้าในรูปแบบ Gift Set หรือ Snack Box

ตัวอย่างเช่น จากเดิมขายขนมหม้อแกงเป็นถาด อาจพัฒนาเป็นขนมหม้อแกงถ้วยเล็กหลายรสชาติรวมในกล่องเดียว หรือจัดชุดตะโก้หลากสีสำหรับซื้อเป็นของฝาก

รูปแบบชุดสินค้าช่วยเปิดโอกาสให้ร้านกำหนดราคาตามจำนวนชิ้น การตกแต่ง และลักษณะการใช้งานได้หลากหลายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ควรคำนวณต้นทุนบรรจุภัณฑ์และกล่องเพิ่มเติมก่อนกำหนดราคาชุด เพื่อให้มั่นใจว่ากำไรต่อออร์เดอร์ยังเหมาะสม

4) เลือกบรรจุภัณฑ์ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการผลิต

สำหรับร้านขนมไทย การเลือกภาชนะไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงกระบวนการผลิตด้วย

ขนมที่ต้องผ่านความร้อน ขนมที่ต้องแช่เย็น และขนมที่มีน้ำกะทิหรือความชื้นสูง ย่อมมีข้อกำหนดด้านบรรจุภัณฑ์แตกต่างกัน

ถาดฟอยล์อะลูมิเนียมสำหรับอาหารเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะมีหลายขนาดและสามารถใช้กับเมนูที่ต้องการภาชนะทนความร้อนบางประเภทได้ ทั้งนี้ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของรุ่นสินค้าและวิธีใช้งานที่ผู้ผลิตระบุเสมอ

การเลือกภาชนะให้ตรงกับกระบวนการผลิตอาจช่วยลดขั้นตอนการย้ายขนมระหว่างภาชนะ และทำให้การเตรียมสินค้าสำหรับขายสะดวกขึ้น

5) สร้างเอกลักษณ์ให้ลูกค้าจดจำแบรนด์

เมื่อเลือกบรรจุภัณฑ์ได้แล้ว อย่าลืมใส่รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยสร้างการจดจำ เช่น โลโก้ร้าน สติกเกอร์ชื่อเมนู สีประจำแบรนด์ หรือ QR Code สำหรับกลับมาสั่งซื้อ

การนำเสนอสินค้าให้สม่ำเสมอจะช่วยให้ภาพถ่ายหน้าร้านออนไลน์ดูเป็นแบรนด์เดียวกัน และทำให้ลูกค้ารับรู้ถึงความตั้งใจในการผลิต

สำหรับผู้ขายขนมไทยที่ต้องการขยายธุรกิจ การมีรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ชัดเจนยังช่วยให้พัฒนารายการสินค้าและสื่อประชาสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้น

ถ้วยฟอยล์และถาดฟอยล์ STAR PRODUCTS

ตอบโจทย์ธุรกิจขนมไทยอย่างไร?

เมื่อเข้าใจแล้วว่าบรรจุภัณฑ์มีบทบาทต่อการสร้างมูลค่าสินค้า ขั้นตอนต่อไปคือการเลือกภาชนะที่เหมาะกับเมนูจริง

STAR PRODUCTS มีถ้วยฟอยล์และถาดฟอยล์สำหรับอาหารและเบเกอรี่หลากหลายขนาด เพื่อรองรับการจัดเสิร์ฟทั้งแบบชิ้นเดี่ยว ชุดหลายชิ้น และขนาดครอบครัว

ตัวอย่างเช่น ถาดฟอยล์ STAR PRODUCTS รุ่น 4330-P พร้อมฝา มีความจุ 80 มิลลิลิตร และมีสีให้เลือกหลายรูปแบบ จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปทดลองจัด Portion ของขนมไทยขนาดเล็กได้ โดยควรทดสอบกับสูตรจริงก่อนนำไปจำหน่าย

หากเป็นเมนูสำหรับแบ่งรับประทาน อาจเลือกใช้ถาดฟอยล์ขนาดใหญ่ขึ้นตามปริมาณขนมและลักษณะการจัดเสิร์ฟ

สิ่งสำคัญคือเลือกบรรจุภัณฑ์จากลักษณะของขนม ไม่ใช่พิจารณาจากรูปลักษณ์หรือราคาของภาชนะเพียงอย่างเดียว

ก่อนขึ้นราคาขนมไทย อย่าลืมคำนวณต้นทุนต่อชิ้น

การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ไม่ได้หมายความว่าจะเพิ่มกำไรได้ทันที ผู้ประกอบการควรรวมต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพื่อเปรียบเทียบกับราคาขายที่ต้องการ  ตัวอย่างสมมติ ขนมหนึ่งชิ้นมีต้นทุนรวมเดิม 12 บาท ขายในราคา 20 บาท จะเหลือส่วนต่างก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่น 8 บาท

หากเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์แล้วต้นทุนรวมเพิ่มเป็น 15 บาท และสามารถขายในราคา 25 บาทได้ จะเหลือส่วนต่าง 10 บาท ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มมูลค่าสินค้าควรพิจารณาควบคู่กันทั้งราคาขาย ต้นทุน และความยินดีจ่ายของลูกค้า

แนะนำ ให้ทดลองขายกับลูกค้ากลุ่มเล็กก่อน แล้วเปรียบเทียบทั้งยอดสั่งซื้อ กำไรต่อชิ้น และความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์

สรุป: เพิ่มมูลค่าขนมไทย เริ่มต้นจากการเปลี่ยนวิธีนำเสนอ

ขนมไทยที่อร่อยเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจ แต่การสร้างโอกาสขายไม่ได้จบอยู่ที่สูตรขนมเท่านั้น

การออกแบบขนาดเสิร์ฟ การจัดชุดสินค้า และการเลือกบรรจุภัณฑ์ขนมไทยให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า ล้วนเป็นแนวทางที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปทดลองใช้ เพื่อพัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าและมีทางเลือกในการจำหน่ายมากขึ้น

ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสูตรที่ลูกค้าชื่นชอบ แต่อาจเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีนำเสนอให้เหมาะกับตลาดมากขึ้น

เลือกบรรจุภัณฑ์สำหรับขนมไทยกับ STAR PRODUCTS

กำลังมองหาถ้วยฟอยล์หรือถาดฟอยล์สำหรับขนมไทยอยู่ใช่ไหม?

ค้นหาบรรจุภัณฑ์ STAR PRODUCTS ที่เหมาะกับเมนูของคุณ ไม่ว่าจะเป็นขนมขนาดพอดีคำ ขนมอบ หรือชุดขนมสำหรับมอบเป็นของฝาก

เลือกชมสินค้า ถ้วยฟอยล์และถาดฟอยล์ STAR PRODUCTS ได้ที่ www.alufoilstar.com

เริ่มจากบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม แล้วพัฒนาขนมไทยของคุณให้กลายเป็นสินค้าที่ลูกค้าประทับใจตั้งแต่แรกเห็น